กฟก.ลงพื้นที่รับฟังปัญหากลุ่มเกษตรกรบ้านคลองใหญ่ จ.ชัยนาทเร่งหาทางออกร่วมกัน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยนางวรรณี มหานีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้มอบหมายให้นางโสมสุดา โพธิ์อินทร์ ผู้อำนวยการสำนักฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นางสาวณัฐธ์ลิตา ภักดิ์พงศ์พรสุข รองผู้อำนวยการสำนักฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นายอาทิตย์ เจริญสุข รักษาการหัวหน้าส่วนส่งเสริมการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ภูมิภาคที่ 2 พร้อมด้วยพนักงานสำนักฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรลงพื้นที่ร่วมกับนางทิพวรรณ์ เกตุหนู หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดชัยนาท เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา จากการดำเนินโครงการปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพอัดแท่ง ขององค์กรเกษตรกรกลุ่มเกษตรกรบ้านคลองใหญ่ ณ ที่ตั้งองค์กรเกษตรกร บ้านคลองใหญ่ ตำบลหนองแซง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท โดยมีตัวแทนจากองค์กรเกษตรกรเข้าร่วมเวที ประมาณ 30 คน

นางโสมสุดา โพธิ์อินทร์
นางสาวณัฐธ์ลิตา ภักดิ์พงศ์พรสุข
นางทิพวรรณ์ เกตุหนู
ประชุมร่วมกับองค์กรเกษตรกร

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้ร่วมกับคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดชัยนาท เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงานในภาพรวมด้านการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรณ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดชัยนาท เพื่อบูรณาการข้อมูลและผลการดำเนินงานในพื้นที่สู่การพัฒนา แนวทางการสนับสนุนเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

ประชุมร่วมกับคณะอนุกรรมการ จ.ชัยนาท

เอกสารติดตามโครงการและเอกสารเกี่ยวเนื่อง

เอกสารสัญญาและเอกสารเกี่ยวเนื่อง

คู่มือแนวทางปฏิบัติงานสนับสนุนการดาเนินการตามแผนหรือโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. 2569

แบบเสนอแผนและโครงการ 2569

ผู้บริหาร กฟก. ลงพื้นที่สุราษฯ ติดตามความก้าวหน้าองค์กรเกษตรกรต้นแบบ หนุนเกษตรอินทรีย์สู่ความยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) นำโดย นางวรรณี มหานีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานฯ พร้อมด้วย นายทศพล วิชัยดิษฐ รองเลขาธิการสำนักงานฯ นางโสมสุดา โพธิ์อินทร์ ผู้อำนวยการสำนักฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และนายจอมภพ บุญธรรม หัวหน้าสำนักงานสาขาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนจาก กฟก.

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะผู้บริหารได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานจากหัวหน้าสำนักงานสาขาจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประธานองค์กรเกษตรกรและสมาชิกในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

หนึ่งในองค์กรเกษตรกรที่โดดเด่นและเป็นต้นแบบ คือ กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเพื่อการเกษตร (รหัสองค์กร 8461000013) ซึ่งถือเป็นองค์กรต้นแบบด้านเกษตรผสมผสานของจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยน้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร มุ่งสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ส่งเสริมให้สมาชิกปรับเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีสู่การทำเกษตรอินทรีย์ ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

องค์กรดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณประเภทเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ จำนวน 500,000 บาท เมื่อปี 2564 และได้ต่อยอดพัฒนาศักยภาพด้วยโครงการเลี้ยงโคขุนและผลิตปุ๋ยมูลสัตว์อัดเม็ดเพื่อจำหน่ายและกระจายให้สมาชิก วงเงิน 624,200 บาท เมื่อปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการแบบครบวงจร เชื่อมโยงการผลิต การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับชุมชน

การลงพื้นที่ของผู้บริหารในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการติดตามประเมินผลความก้าวหน้าโครงการเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากผู้ปฏิบัติงานและเกษตรกรโดยตรง เพื่อนำข้อมูลเชิงประจักษ์ไปปรับปรุงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่อย่างแท้จริง กฟก. ยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนองค์กรเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ และก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป.

กองทุนฟื้นฟูฯ เปิดตลาด “กฟก.แฟร์ 69” สุดคึกคัก พร้อมชม ช้อป ชิม ของดีจากเกษตรกร

วันนี้ (27 ก.พ.69) สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นำโดย นางวรรณี มหานีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเป็นประธานในพิธีการเปิดกิจกรรม “สินค้าเกษตร กฟก.แฟร์ 69” พร้อมด้วย นายกุญชร สุธรรมวิจิตร รองประธานกรรมการบริหาร คนที่1, นายบัณฑิต สวยงาม กรรมการบริหาร , นายทศพล วิชัยดิษฐ รองเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ , นางโสมสุดา โพธิ์อินทร์ ผู้อำนวยการสำนักฟื้นฟูฯ , นายสุกิจ ลุ้งใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักกิจการสาขา ภูมิภาคที่4 และผู้บริหารจากสำนักฟื้่นฟูและพัฒนาเกษตรกร ณ สหกรณ์สุราษฎร์ธานี CO-OP จ.สุราษฎร์ธานี

นางวรรณี มหานีรานนท์

ภายใต้แนวคิด “สินค้าเกษตรกรไทย ใส่ใจคุณภาพ มาตรฐานส่งออก” เพื่อเปิดพื้นที่ทางการตลาดให้เกษตรกรนำสินค้าคุณภาพมาจำหน่ายตรงถึงผู้บริโภค พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยบรรยากาศในการเปิดกิจกรรมเป็นไปอย่างคึกคัก และมีบูธจำหน่ายสินค้าจากเกษตรกรสมาชิกของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเข้าร่วมด้วย

ผู้เข้าร่วมงานจะได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพโดยตรงจากกว่า 20 กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ สร้างโอกาสให้เกษตรกรได้พบปะผู้บริโภคและคู่ค้าทางธุรกิจโดยตรง พร้อมกิจกรรม “ชวน ชม • ช้อป • ชิม” เปิดประสบการณ์ลิ้มรสของดีจากเกษตรกรไทยในบรรยากาศเป็นกันเอง โดยงาน “สินค้าเกษตร กฟก.แฟร์ 69” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 10 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 – 22.00 น.

กองทุนฟื้นฟูฯ จับมือ มก.กำแพงแสน เดินหน้ากลไกความร่วมมือ พัฒนาเกษตรกรครบวงจร

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นำโดย นางวรรณี มหานีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และ นางโสมสุดา โพธิ์อินทร์ ผู้อำนวยการสำนักฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากส่วนส่งเสริมการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ภูมิภาคที่ 2 ส่วนเลขานุการ และส่วนบริการกลาง เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางความร่วมมือกับคณะผู้บริหารจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

นางวรรณี มหานีรานนท์
รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์

ฝ่ายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำโดย รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ รองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิพวัลย์ สีจันทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุกัญญา รัตนทับทิมทอง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัย บริการวิชาการ และวิเทศสัมพันธ์ วิทยาเขตกำแพงแสน

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการสนับสนุนและพัฒนาองค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตร ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการองค์กร การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงการบูรณาการการทำงานระหว่างภาควิชาการและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรอย่างเป็นระบบ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสมาชิกกองทุนให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป